กลุ่มงานการแพทย์แผนไทย มีภารกิจหลัก 2 ด้านได้แก่
1.ด้านการพัฒนาระบบบริการการแพทย์แผนไทย
2.ด้านการอนุรักษ์ คุ้มครอง และส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย ตาม พรบ.คุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย พศ.2542 โดยการสำรวจจัดทำทะเบียน บุคลากรด้านการแพทย์แผนไทย หมอพื้นบ้าน ผู้ปลูกแปรรูปสมุนไพร ผู้ผลิตจำหน่ายยาแผนไทย กลุ่มงานการแพทย์แผนไทย มีภารกิจหลัก 2 ด้านได้แก่
1.ด้านการพัฒนาระบบบริการการแพทย์แผนไทย
2.ด้านการอนุรักษ์ คุ้มครอง และส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย ตาม พรบ.คุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย พศ.2542 โดยการสำรวจจัดทำทะเบียน บุคลากรด้านการแพทย์แผนไทย หมอพื้นบ้าน ผู้ปลูกแปรรูปสมุนไพร ผู้ผลิตจำหน่ายยาแผนไทย นักวิชาการที่ทำงานด้านการแพทย์แผนไทย องค์กรเอกชนไม่แสวงกำไรที่ทำงานด้านการแพทย์แผนไทย
1.บริการด้านการแพทย์แผนไทยของหน่วยงานสาธารณสุขในจังหวัดอุดรธานี
จังหวัดอุดรธานีมีบริการแพทย์แผนไทยและฟื้นฟูสภาพด้วยการแพทย์แผนไทย เช่น การรักษาด้วยยาสมุนไพร การนวด ประคบสมุนไพร อบไอน้ำสมุนไพร เพื่อการรักษา ฟื้นฟูสภาพ การทับหม้อเกลือ การพอกยาสมุนไพร เช่นพอกเข่าสำหรับผู้สูงอายุปวดเข่า รวมทั้งดูแลผู้ป่วยระยะกลาง เช่นกลุ่มอาการเกิดจากหลอดเลือดในสมองตีบ อุดตัน หรือแตก
ระดับโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (ปฐมภูมิ) 207 แห่ง มีแพทย์แผนไทยประจำ 56 แห่ง มีผลงานเด่นคือการรักษาอาการปวดเรื้อรัง เช่น ปวดสะบัก ปวดหัวไหล่ ไหล่ติด นิ้วล๊อก
ระดับโรงพยาบาล 21 แห่ง มีแพทย์แผนไทยประจำทั้ง 20 แห่ง มีผลงานเด่นในการ การดูแลผู้ป่วย ที่มีการวินิจฉัยโรคหลอดเลือดสมอง อัมพฤกษ์ อัมพาตระยะกลาง (Intermediate Care) ที่ได้รับการดูแลด้วยการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกในปี 2568 จำนวน 2,961 คน และ 2569 764 คน (ณ 23/1/2569)
ระดับโรงพยาบาลศูนย์อุดรธานี มีบริการเด่น ได้แก่ การปรับสมดุลโครงสร้างกล้ามเนื้อด้วย “มณีเวช”
และ จังหวัดอุดรธานี มี โรงพยาบาลห้วยเกิ้ง เป็นโรงพยาบาลการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ผสมผสาน ตั้งแต่ปี 2558 มีบริการที่น่าสนใจ คือคลินิกโรคสะเก็ดเงิน เป็นศูนย์สุขภาพดี (WellnessCenter) และเป็นโรงพยาบาลที่ได้รับมาตรฐานการผลิตยา GMP-WHOs (ยาแคปซูล ผง น้ำมัน) มีการผลิตยาสมุนไพรจำนวน 18 รายการ ให้แก่ โรงพยาบาลในจังหวัดและจังหวัดในเขตสุขภาพที่ 8
2.หมอพื้นบ้านภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านสุขภาพ ตำรับตำรา และป่าสมุนไพรของชุมชนที่เป็นมิตรกับสุขภาพ
หมอพื้นบ้าน จังหวัดอุดรธานีมีการสำรวจจัดทำทะเบียนหมอพื้นบ้าน รวม 1,036 คน 6 ประเภท 1. หมอตำแย 22 คน 2. หมอยาสมุนไพร 318 คน 3. หมอนวดพื้นบ้าน 261 คน 4. หมอกระดูก 74 คน 5.หมอรักษาสัตว์พิษกัด 20 คน 6. หมอพิธีกรรม 476 คน (บางท่านเป็นมากกว่า 1 ปะเภท) (ณ 23 มกราคม 2569) (พระราชบัญญัติวิชาชีพการแพทย์แผนไทย พ.ศ. 2556) มีหมอพื้นบ้านที่ได้รับการรับรองแล้ว 289 คน และจะมีการรับรองหมอพื้นบ้าน ในปี 2569 อีก 42 คน (ณ 23 มกราคม 2569) ( ระเบียบกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วยการรับรองหมอพื้นบ้าน พ.ศ.2562 กำหนดให้มีการออกหนังสือรับรองตามระเบียบนี้ หมายความว่า หนังสือรับรองการเป็นหมอพื้นบ้าน โดยผู้ได้รับการเสนอชื่อต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้าม (1) อายุไม่น้อยกว่า 35 ปี บริบูรณ์ (2) มีภูมิลำเนาในพื้นที่ที่ได้รับการเสนอรายชื่อมาเป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 10 ปี (3) มีความรู้ความสามารถในการส่งเสริมและดูแลสุขภาพของประชาชนในท้องถิ่นด้วยภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย ตามวัฒนธรรมของชุมชนที่สืบทอดกันมานานไม่น้อยกว่า 10 ปี เป็นที่นิยมยกย่องจากชุมชน (4) ไม่เป็นคนวิกลจริต จิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ หรือเป็นโรคที่คณะกรรมการหมอพื้นบ้านประกาศกำหนด (5) ไม่เคยต้องโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดในคดีที่คณะกรรมการหมอพื้นบ้านเห็นว่าจะนำมาซึ่งความเสื่อมเสียเกียรติศักดิ์แห่งวิชาชีพการแพทย์แผนไทย (6) ไม่เป็นผู้ประพฤติเสื่อมเสียซึ่งคณะกรรมการหมอพื้นบ้านเห็นว่าจะนำมาซึ่งความเสื่อมเสียเกียรติศักดิ์ของการเป็นหมอพื้นบ้าน เกียรติศักดิ์แห่งวิชาชีพการแพทย์แผนไทย และหมอพื้นบ้านมีหน้าที่ในการส่งเสริมและดูแลสุขภาพของประชาชนในท้องถิ่น และจะต้องเป็นไปตามลักษณะ ประเภท หรือกรรมวิธีของภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย ตามวัฒนธรรมของชุมชนที่สืบทอดกันมาที่ได้รับการรับรอง)
ตำรับตำรา จังหวัดอุดรธานีมีการสำรวจจัดทำทะเบียน "ตำรับยาแผนไทย" 1287 ตำรับ และ "ตำราการแพทย์แผนไทย" 61 ตำรา โดยมาก ตำรับยาจะเป็นยาแก้ไข้
ป่าสมุนไพร ในปี 2569 จังหวัดอุดรธานี มีแผนความร่วมมือกับพื้นที่และชุมชนในการสำรวจป่าสมุนไพรของชุมชนที่เป็นมิตรกับสุขภาพ ทั้ง 20 อำเภอ ปัจจุบันสำรวจไปแล้ว 15 อำเภอ 16 ป่า โดยร่วมกันกับเครือข่ายสาธารณสุข ท้องถิ่น เครือข่ายป่าชุมชน จัดทำเส้นทางการอาบป่า (Forest Bathing นายแพทย์ชิง ลี (Dr. Qing Li) ศาสตราจารย์ด้านอายุรกรรมแห่งมหาวิทยาลัย Nippon Medical School กรุงโตเกียว เรียกว่า ชินริน โยกุ (Shinrin-yoku) ในปี 2004 พบว่าอาสาสมัครมีความเครียดลดลงมาก มีความสบายใจมาก ฮอร์โมนคอร์ติซอลลดลง เซลล์ภูมิต้านทานเพิ่มขึ้น ความดันและชีพจรก็ลดลง แสดงให้เห็นว่าการไปเดินในป่า ให้ได้เห็นใบไม้ ดอกไม้ สีสันต่างๆได้เห็นสัตว์ป่า ได้ยินเสียงนกร้อง ได้กลิ่นต้นไม้ ดอกไม้ใบไม้ ได้สัมผัสกับต้นไม้ใหญ่ๆ หลายคนโอบ ได้สูดหายใจลึกๆ เอาอากาศบริสุทธิ์เข้าไปโดยลืมเรื่องการงานอันเคร่งเครียดไป ทำให้ชีวิตมีความสุขขึ้นจึง แนะนำว่าควรไปเดินอย่างน้อยเดือนละครั้งๆ ละ 2 ชั่วโมง เพื่อเติมพลังความสดชื่นและภูมิต้านทาน เพราะจากการศึกษาที่ตามมาพบว่า ภูมิด้านทานโรคจากการไปเดิน อาบป่าแต่ละครั้งจะอยู่นาน 1 เดือน